แหล่งความรู้

ข้อมูลเกี่ยวกับ CNG

บริษัทใช้รถที่ติดก๊าซ CNG เพื่ออะไร พัฒนาประสิทธิภาพการขนส่งควบคู่ไปกับการลดมลพิษเพื่อเป็นมิตรต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีข้อความโลโก้แสดงบนตู้บรรทุกของรถจัดส่งสินค้าโรงงาน คือ “ใส่ใจรักษ์...สิ่งแวดล้อม เดินทาง แบบไร้มลพิษด้วยรถ CNG” โดยคันแรกเริ่มใช้งาน ตั้งแต่ปี 2552

CNG คืออะไร มีประโยชน์อะไรบ้าง

CNG ย่อมาจาก Compressed Natural Gas คือ ก๊าซธรรมชาติพลังงานทางเลือกใหม่ ซึ่งมีก๊าซมีเทนเป็นส่วนประกอบหลัก สามารถใช้เป็นเชื่อเพลิงในรถยนต์ได้เช่นเดียวกับน้ำมันเบนซินและดีเซล อีกทั้งก๊าซ CNG ยังเป็นก๊าซธรรมชาติที่ภูกอัดจนมีความดันสูง (มากกว่า 3,000 ปอนด์/ตารางนิ้ว) คุณสมบัติพิเศษของก๊าซ CNG คือ มีสัดส่วนของคาร์บอนน้อยกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น และเป็นก๊าซที่ทำให้ การเผาไหม้สมบูรณ์มากกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น และ CNG ยังเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดไม่ก่อให้เกิดควันดำหรือสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน จึงสามารถลดปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งนับวันจะรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

ประโยชน์ของก๊าซธรรมชาติมีดังต่อไปนี้:

1. ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์
2. ใช้กับระบบตู้เย็นและเครื่องทำความเย็น
3. ใช้เป็นวัตถุดิบป้อนโรงกลั่นแทนน้ำมันบางส่วน
4. ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชนิดต่างๆ

การที่ก๊าซ CNG มีกลิ่นฉุนเพราะว่ามีการเติมสารเสอร์แคปแทนลงไป เพื่อจะได้ทราบจากกลิ่นเมื่อมีการรั่วจากถังหรืออุปกรณ์ต่างๆได้โดยง่าย ก๊าซ CNG ต่างกับน้ำมันเบนซินตรงที่เป็นก๊าซไม่ใช่ของเหลว จึงทำให้การเผาไหม้ก๊าซ CNG ในห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์และสะอาดกว่า เกิดเขม่าน้อยกว่า และไม่มีตะกั่วในไอเสีย เนื่องจากก๊าซ CNG มีค่าออกเทนสูงกว่าโดยไม่ต้องเติม สารตะกั่ว มีอุณหภูมิจุดติดไฟสูงภึง 704 องศาเซลเซียส

ดังนั้นโอกาสที่จะทำให้เกิดการชิงจุดก่อนในเครื่องยนต์จึงไม่มี อย่างไรก็ตามการใช้ก๊าซ CNG กับรถยนต์ก็อาจจะทำให้ประสิทธิภาพ และอัตราการเร่งลดลงไปกว่าเดิมเล็กน้อย เนื่องจากมีค่าความร้อนทางเชื้อเพลิงต่ำกว่าน้ำมันเบนซิน และก๊าซ LPG เมื่อคิดเทียบจาก ปริมาตร (ที่มีสภาพเป็นไอ) เท่ากัน

เนื่องจากก๊าซธรรมชาติอัดเป็น สารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดหนึ่งจึงสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิง ได้เช่นเดียวกับน้ำมันและก๊าซหุงต้ม (LPG) แต่วิธีการนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงจะแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของเชื้อเพลิงแต่ละประเภท ดังนั้น จึงควรทราบคุณสมบัติของก๊าซธรรมชาติอัด ซึ่งมีดังนี้ คือ
1. สถานะปกติ มีสภาพเป็นก๊าซ
2. ก๊าซธรรมชาติอัดมีค่าความถ่วงจำเพาะต่ำกว่าอากาศ จึงมีคุณสมบัติเบากว่าอากาศ ดังนั้นเมื่อก๊าซรั่วออกมาจึงกระจายไปในบรรยากาศอย่างรวดเร็ว
3. ค่าออกเทนโดยทั่วไปจะสูงกว่า 120 จึงสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนในรถยนต์ได้อย่างดี
4. ก๊าซธรรมชาติอัดเป็นก๊าซไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน จึงเติมกลิ่นลงไปเตือนให้รู้ว่ามีการรั่วเกิดขึ้น

ก๊าซธรรมชาติอัด เป็นก๊าซไม่มีพิษ แต่ถ้าอยู่ในส่วนผสมของอากาศมากจะทำให้ภาวะอากาศในขณะนั้นเกิดการขาดออกซิเจน เนื่องจากการใช้ก๊าซธรรมชาติอัดสามารถทดแทนได้ ทั้งเครื่องยนต์ เบนซินและเครื่องยนต์ดีเซล

ข้อดีของการใช้ก๊าซธรรมชาติอัด CNG

1. ประหยัดค่าน้ำมันเชื้อเพลิง จากข้อมูลของประเทศต่างๆ พบว่าราคาของก๊าซธรรมชาติอัดเมื่อเทียบกับค่าสมดุลความร้อนเท่าน้ำมัน เบนซิน 1 ลิตร จะมีราคาถูกกว่าประมาณ 50%
2. ลดค่าบำรุงรักษาและเพิ่มอายุเครื่องยนต์ เนื่องจากก๊าซธรรมขาติอัดเป็นเชื้อเพลงที่อยู่ในสถานะก๊าซ จึงเกิดการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ไม่มีเขม่าเกาะที่ลูกสูบและไม่มีเขม่าไปรวมตัวกันที่น้ำมันเครื่อง จากสถิติพบว่าสามารถยืดอายุน้ำมันเครื่องได้ 15,000 กิโลเมตร/ครั้ง และยืดอายุเครื่องยนต์ได้ถึง 2 เท่า
3. ลดมลภาวะเนื่องจากก๊าซธรรมชาติอัดสามารถเกิดการเผาไหม้ได้อย่างสมบูรณ์ และในเชื้อเพลิงไม่มีสารตะกั่วเจือปน ดังนั้นจึงช่วยลด มลพิษได้ถึง 90%
4. เครื่องยนต์เดินได้เรียบและติดเครื่องได้ง่ายกว่าขณะอากาศเย็น เนื่องจากก๊าซธรรมชาติอัด มีสถานะเป็นก๊าซจึงทำให้ติดเครื่องได้ง่าย แม้ในขณะที่มีอากาศเย็นก็สามารถติดเครื่องได้ดีกว่าเพราะเครื่องยนต์ไม่จำเป็นต้องอุ่นเครื่อง นอกจากนี้ค่าออกเทนของก๊าซธรรมชาติอัดยังสูงกว่า ซึ่งมีผลในการป้องกันน็อกในเครื่องยนต์ได้
5. มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากอุปกรณ์ต่างๆออกแบบมาเพื่อให้มีความทนทานต่อแรงดันสูงและในกรณีก๊าซรั่ว ก๊าซธรรมชาติมีคุณสมบัติเบากว่าอากาศจึงกระจายสู่ชั้นบรรยากาศแทนจะขังตัวอยู่ในที่ต่ำเหมือนเชื้อเพลิงอื่นๆ นอกจากนี้ช่วงการติดไฟของก๊าซธรรมชาติอัดอยู่ในช่วง 5-15% โดยปริมาตรและที่ก๊าซอุณหภูมิประมาณ 1200 F ถ้าเป็นน้ำมันเบนซินจะมีค่าประมาณ 0.6-0.8% ที่ 800 F